ชื่อผู้ใช้
รหัสผ่าน
สมัครสมาชิก |  ลืมรหัสผ่าน
หน้าหลัก
ประวัติความเป็นมา
วัตถุประสงค์
ผลงานครูดนตรี วีไอพี
สื่อแหล่งเรียนรู้
ข่าวประชาสัมพันธ์
งานวิจัยดนตรี
ฟังเพลง/ร้องเพลง
ห้องเรียนดนตรี
ดาวน์โหลดเอกสาร
กระดานสนทนา
ติดต่อครูดนตรี วีไอพี
ผู้สนับสนุน
คาราโอเกะประกอบการสอนขลุ่ยรีคอร์เดอร์
เพลงคาราโอเกะประกอบการสอนภาษาไทย
ห้องเรียนกลองชุด
เพื่อนพ้องน้องพี่ชาวดนตรีวิทยาลัยครูปี 31
มุมเครื่องเสียง ติดต่อเครื่องเสียง การแสดงที่นี่ครับ
กฎระเบียบน่ารู้สำหรับครูทุกกลุ่มสาระ ดาวห์โหลดได้เลย
รวมตัวอย่างงานวิจัยกลุ่มสาระศิลปะ (ศิลปะ ดนตรี นาฎศิลป์)กว่า50เรื่อง
รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา การปฏิบัติเครื่องดนตรีสากลตามความถนัด
การพัฒนาชุดแบบฝึกทักษะการปฏิบัติเครื่องดนตรีไทย โดยใช้วีดิทัศน์
ผลของดนตรีต่อความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานในผู้ป่วยมะเร็ง

กำลังออนไลน์6คน
ผู้ชมวันนี้82คน
ผู้ชมเมื่อวานคน
ผู้ชมเดือนนี้82คน
ผู้ชมเดือนก่อน12167คน
ผู้ชมทั้งสิ้น363776คน

 

 

 

   เว็บบอร์ด
ตั้งกระทู้ใหม่     กระทู้ทั้งหมด
เพลงพื้นบ้านของไทย

ที่มาของเพลงพื้นบ้าน


   เพลงพื้นบ้านของไทยเรานั้นมีมาช้านานแล้ว ถ่ายทอดกัน โดยทางมุขปาฐะ จำต่อๆ กันมาหลายชั่วอายุคน เชื่อกันว่า มีกำเนิด ก่อนศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเสียอีก ต่อ มาค่อยมีชื่อ เสียง มีแบบสัมผัสคล้องจอง ท่วงทำนองไป ตามภาษาถิ่นนั้นๆ ใน การขับร้องเพื่อความบันเทิงต่างๆ จะมี
จังหวะดนตรีท้องถิ่น (Folk music) เข้ามา และมีการร้อง รำทำเพลงไปด้วยจึงเกิดเป็นระบำชาวบ้าน (Folk dance)เพลงพื้นบ้านใช้ร้องรำในงานบันเทิงต่างๆ มีงานลงแขกเกี่ยว
ข้าว ตรุษสงกรานต์ ฯลฯ



   สำหรับประวัติ ความเป็นมาของเพลงพื้นบ้านในประเทศไทยนั้น มีมา นาน แล้วดังข้อความในศิลาจารึก หลักที่ 1 กล่าวว่า เสียงพาทย์ เสียงพิน เสียงเลื่อน เสียงขับ ใครจักมักเล่น เล่น ใครจักมักหัว หัว” และในไตร ภูมิพระร่วงของพญาลิไท กล่าวว่า “…บ้างเต้น บ้าง รำ บ้างฟ้อนระบำ บรรฤาดุริยดนตรี บ้างดีด บ้างสี บ้างตี บ้างเป่า บ้างขับสรรพสำเนียง เสียงหมู่นักคุณจนกันไปเดียรดาษ…" ต่อ มาในสมัยอยุธยา รัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ มีข้อความใน กฎมณเฑียรบาล ตอนที่ 15 ได้กล่าว ถึงการเล่นร้องเรือ เป่าขลุ่ย เป่า ปี่ ตีทับ ขับรำ ซึ่งเป็นเพลงและดนตรีสมัยนั้น


   นอกจากนั้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย กล่าวถึงการเล่นเพลง เทพทองของพระมหานาค วัดท่าทราย ไว้ในหนังสือปุณโณวาทคำ ฉันท์ เป็นการแสดงที่เป็นมหรสพชนิดหนึ่ง ในงานสมโภชพระพุทธบาท สระบุรี ดังนั้นกล่าวได้ว่า ในสมัยอยุธยา มีการกล่าวถึงเพลงพื้น บ้านอยู่ 2 ประการ คือ เพลงเรือ และเพลงเทพทอง ต่อมาใน สมัยรัตนโกสินทร์ เป็นสมัยที่มีหลักฐานเกี่ยวกับเพลงพื้นบ้านชนิดต่าง มากที่สุด ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 5 เป็น ยุคทอง ของเพลงพื้นบ้านที่เป็นเพลงปฏิพากย์ (ร้อง โต้ตอบกัน) เช่น เพลงฉ่อย เพลงอีแซว เพลงส่งเครื่อง หรือเพลงทรงเครื่อง หลังสมัย รัชกาลที่ 5 อิทธิ พลวัฒนธรรมตะวันตกทำให้เกิดเพลงไทยสากลขึ้น เพลงพื้นบ้านจึงเริ่มหมดความนิยมลงทีละน้อยๆ ปัจจุบันเพลงพื้นบ้าน ได้รับการฟื้นฟูบ้าง จากหน่วยงานที่เห็นคุณค่า แต่ก็เป็นไปในรูปของการอนุรักษ์ไว้ เท่านั้น ปัญหาเนื่องมาจากขาดผู้สนใจสืบทอด เพลงพื้นบ้านจึงเสื่อมสูญไปพร้อมๆ กับผู้เล่น

 

พัฒนาการของเพลงพื้นบ้าน

ความเป็นมาของเพลงพื้นบ้านไทย การสืบหากำเนิดของเพลงพื้นบ้านของไทย ยังไม่สามารถยุติลงได้ แน่นอน เพราะเพลงพื้นบ้านเป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก ไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์ แต่ คาดว่าเพลงพื้นบ้านคงเกิดมาคู่กับสังคมไทยมาช้านานแล้ว เช่น เพลงกล่อมเด็กก็คงเกิดขึ้นมา พร้อมๆ กับการเลี้ยงดูลูกของหญิงไทย การศึกษาประวัติความเป็นมาของเพลงพื้นบ้านของไทยมีผู้สนใจ เอนก นาวิกมูล เขียนไว้ในหนังสือชื่อ เพลงนอกศตวรรษ และสุกัญญา สุจฉายา เสนอไว้ในงานวิจัย เรื่องเพลงปฏิพากย์ : การศึกษา ในเชิงวรรณคดีวิเคราะห์ ซึ่งได้กล่าวถึงพัฒนาการของเพลงพื้นบ้าน โดยเฉพาะเพลงปฏิพากย์ ซึ่งค้นคว้าและสืบค้นจากวรรณคดีลายลักษณ์ และการสัมภาษณ์พ่อเพลงแม่ เพลง พอสรุปได้ ดังนี้

  • สมัยอยุธยา
    ในสมัยอยุธยาตอนต้นมีการกล่าวถึง การขับซอซึ่งเป็นประเพณีของชาวไทยภาคเหนือ ปรากฏใน วรรณคดี ทวาทศมาส และ ลิลิตพระลอ และ กล่าวถึง "เพลงร้องเรือ"หรือ เพลงเรือ ซึ่ง เป็นเพลงที่ชายหญิงชาวอยุธยาร้องเล่นในเรือ มี เครื่องดนตรีประกอบ ปรากฏใน กฎมณเทียรบาลที่ตราขึ้นสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ในสมัยอยุธยา ตอนปลายในรัชกาล พระเจ้าบรมโกศ มีการกล่าว ถึง เพลงเทพทอง ว่า เป็นเพลงโต้ตอบที่เป็น มหรสพชนิดหนึ่ง ในงานสมโภชพระพุทธบาท สระบุรี ปรากฏใน ปุณโณวาทคำฉันท์  ของพระ มหานาควัดท่าทราย

  • สมัยรัตนโกสินทร์
    เป็นสมัยที่มีหลักฐานเกี่ยวกับเพลง พื้นบ้านชนิด ต่างๆ มากที่สุดตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๕ เป็น "ยุคทอง" ของเพลงพื้นบ้านที่เป็นเพลงปฏิ พากย์จะเห็นจากการปรากฏเป็นมหรสพใน งานพระ ราชพิธี และมีการสร้างเพลงชนิดใหม่ๆ ขึ้นมา เช่น เพลงฉ่อย เพลงอีแซว เพลงส่งเครื่อง ซึ่งเป็นที่ นิยมของชาวบ้าน ไม่แพ้มหรสพอื่น
       ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีหลักฐานว่า เพลงเทพทอง เป็นเพลงปฏิพากย์เก่าที่สุดที่สืบ ทอดมาจากสมัย อยุธยา มีการกล่าวถึงในฐานะเป็นมหรสพเล่นในงานพิธี ถวายพระเพลิงพระชนก และพระชนนีของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และ เพลงปรบไก่ มีการกล่าวไว้ใน จารึกวัดพระเชตุพนฯ ว่าเป็นมหรสพชนิดหนึ่งที่เล่นในงานฉลองวัดในสมัยรัชกาลที่ ๑ นอกจาก นี้ยังมีการอ้างถึงเพลงทั้งสองใน วรรณคดีอีกหลายเล่ม เช่น บทละครอุณรุท อิเหนา และขุนช้าง
    ขุนแผน เป็นต้น
      ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการกล่าวถึงเพลงปฏิพากย์ ในโคลงพระราช พิธีทวาทศมาสว่าในงานลอยกระทงมีการเล่นสักวา เพลงครึ่งท่อน เพลงปรบไก่และดอกสร้อย เมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  การละเล่นพื้นบ้านต่างๆ ที่เคยรุ่งโรจน์มา แต่ รัชกาลต้นๆ เริ่ม ซบเซาลง เพราะเกิดกระแสความนิยม แอ่วลาว  ขึ้น โดยเฉพาะในหมู่ ชนชั้นสูง รัชกาลที่ ๔ ทรง เกรงว่าการละเล่นพื้นบ้านของไทยจะสูญหมด จึงทรงออกประกาศ ห้ามเล่นแอ่วลาวต่อไป

  

 

 ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ชาวบ้านเล่นเพลงพื้นบ้าน ถวายให้ ทอดพระเนตรในขณะที่ประทับ ณ พระราชวังบาง ปะอิน เมื่อ พ.ศ.๒๔๒๖ จึงนับเป็นครั้งแรกที่ได้มีการนำ เพลงชาวบ้านมาเล่นถวาย พระมหากษัตริย์ให้ทอดพระเนตร และในรัชสมัยนี้การละเล่นพื้น บ้านยังเป็นที่นิยมอยู่ โดย เฉพาะทางด้านศิลปะการแสดงที่เป็น มหรสพ นอกจากจะมี โขน ละคร หุ่น หนังใหญ่ หนังตะลุง แล้ว ยังมีลิเก และลำ ตัดเกิดขึ้นใหม่ และแพร่ไปยังชาวบ้านตาม ท้องที่ต่างๆ อย่างรวดเร็วด้วย

   ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงส่งเสริมเพลงพื้นบ้าน โดยทรงบรรจุบทร้องที่ใช้
ทำนองเพลงปรบไก่ไว้ในพระราชนิพนธ์ เรื่องศกุนตลา สำนวนที่เป็น บทละคร รวมทั้งได้ทรงพระราชนิ พนธ์ เรื่องพระหันอากาศและนางอุปโกศาไว้เป็นเค้าโครงเรื่องสำหรับแสดง ลิเก และโปรดเกล้าฯ ให้มี ีการแสดงลิเกในการสมโภชพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ ใน พ.ศ. ๒๔๖๐ ด้วย ใน สมัยนี้เพลงพื้นบ้านยัง คงเป็นที่นิยมของชาวบ้าน ได้แก่ เพลงส่งเครื่อง หรือเพลงทรงเครื่อง และเพลงฉ่อย เป็น ต้น  โดยเฉพาะ
เพลงฉ่อยนิยมเล่นกันทั่วไป และในสมัยนี้มีการนำเพลงพื้นบ้านมาตีพิมพ์เป็นหนังสือเล่ม เช่น เพลงระบำ ชาวไร่ ของนายบุศย์ เพลงเรือชาวเหนือ ของนายเจริญ เป็นต้น
   นอกจากนั้นยังมีการบันทึกเสียงเพลงพื้นบ้านลงบนแผ่นเป็นครั้งแรก แผ่นเสียงที่ได้รับความนิยมมาก เป็นแผ่นเสียงเพลงฉ่อยของนายเป่ (เอนก นาวิกมูล)

เพลงพื้นบ้านในเทศกาลตรุษสงกรานต์

  หลังจากผ่านการทำงานในทุ่งนาอย่างหนัก มา เป็นเวลาค่อนปี เมื่อถึงช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นเวลา หลังเก็บเกี่ยว ก็จะถึงเทศกาลรื่นเริงประจำปีคือ เทศกาลตรุษสงกรานต์ซึ่งเป็นเทศกาลเล่นสนุกที่ เกี่ยวเนื่องกับพิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณ์ สงกรานต์เป็นเทศกาลสำคัญ ของเพลงพื้นบ้าน เพราะเพลงพื้นบ้านไทยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเพลง พื้นบ้านภาคกลางร้องเล่นอยู่ในเทศกาลนี้ เพลงร้อง เล่นในวันสงกรานต์แบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภทคือ เพลงปฏิพากย์และเพลง ประกอบการละเล่นของ ผู้ใหญ่

เพลงปฏิพากย์ มีทั้งเพลงโต้ตอบอย่างสั้นร้องเล่นตอนบ่าย เช่น เพลงพิษฐาน และเพลงระบำ บ้านไร่ และเพลงโต้ตอบอย่างยาว เช่น เพลงพวงมาลัย และเพลงฉ่อย เป็นต้น เนื้อหาของเพลง จะปรากฏเรื่องเพศมากมาย  ซึ่งแสดงร่องรอยว่าในระยะต้นเพลงเหล่านี้น่าจะเกี่ยวเนื่องกับพิธี กรรมความเชื่อ โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องเพศกับความอุดมสมบูรณ์ ว่ามีความสัมพันธ์กัน

เพลงประกอบการละเล่นของผู้ใหญ่ แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเป็นเพลงประกอบการ ละเล่นของหนุ่มสาวที่เล่นกันในตอนบ่าย เช่น เพลงระบำ อีกกลุ่มหนึ่งเป็นเพลงประกอบการละ เล่นเข้าทรงผีต่าง ๆ นิยมเล่นกันในตอนกลางคืนได้แก่ เข้าทรงแม่ศรี ลิงลม นางควาย ผีกระด้ง นางสาก เป็นต้น การละเล่นกลุ่มหลังนี้ เป็นการละเล่นกึ่งพิธีกรรมซึ่งสะท้อนความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยว

กับการนับถือผีสาง เทวดา เชื่อว่ามีผีสถิตอยู่และรู้ความเป็นไปของธรรมชาติจึงเชิญผีมาสอบ ถามปัญหาเกี่ยวกับการทำมาหากิน เชิญผีพยากรณ์ดินฟ้าอากาศ

  เมื่อพิจารณาเพลงพื้นบ้านของไทยที่ร้องเล่นเพื่อความสนุกนานในเทศกาลแล้วอาจสรุปได้ว่า ในระยะแรกเพลงพื้นบ้านนั้น ๆ คงเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมเพื่อความเจริญงอกงาม ต่อมาเมื่อ ความเชื่อของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไป ความเข้าใจต่อความหมายดั้งเดิมก็แปรเปลี่ยนเป็น เพลงที่ร้องเล่นสนุกตามประเพณีแต่เพียงอย่างเดียว

เพลงพื้นบ้านที่เป็นการละเล่น

  จากบทบาทดั้งเดิมซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม เพลงพื้นบ้านที่ร้องในเทศกาลได้คลี่คลาย เหลือ เพียงบทบาทในด้านการบันเทิง เป็นการละเล่นที่สังคมจัดขึ้นเพื่อรวมกลุ่มสมาชิกในสังคม และเพื่อย้ำ ความสัมพันธ์์ของกลุ่ม จึงมีลักษณะการร้องเล่นเป็นกลุ่มหรือเป็นวง เพลงในลานนวดข้าว เพลงที่ร้องเล่น ในเทศกาลสงกรานต์ เทศกาลออกพรรษา เพลงเจรียงที่ร้องในงานบุญของชาวสุรินทร์ ล้วนเป็นเพลงที่ เกิดจากการรวมกลุ่มชายหญิง เพื่อประโยชน์ในการทำงาน และแสวงหาความสนุกเพลิดเพลินร่วมกัน

  เพลงพื้นบ้านที่เป็นการละเล่น เช่น เพลงปฏิพากย์เป็นเพลงของกลุ่มชาวบ้านทุกคนมีส่วนร่วมในการร้อง เล่น ผลัดกันทำหน้าที่เป็นผู้ร้อง และลูกคู่ ส่วนใหญ่เป็นเพลงสั้น ๆ ที่ร้องง่ายไม่จำเป็นจะต้องใช้ศิลปินผู้ มีความสามารถโดยเฉพาะ เพลงพื้นบ้านที่เป็นการละเล่นจึงเป็นเพลงของชาวบ้านอย่างแท้จริง

 

เพลงพื้นบ้านที่เป็นการแสดง

สุภาลัย  จีรัมย์     11 มี.ค. 2556 เวลา 14:24:10

ความคิดเห็นที่ 1

หมายถึง เพลงพื้นบ้านที่มี ลักษณะการร้อง การ เล่นเป็นการแสดงมี การสมมุติบทบาท ผูกเรื่อง เป็นชุดทำให้การร้องยืดยาวขึ้น ดังนั้นผู้ร้องจำ เป็นจะต้อง เป็นบุคคลที่มีความสามารถ เป็นพิ เศษ เช่น มีความจำดี มีปฏิภาณฝีปากดีมี ความ สามารถในการสร้างสรรค์เนื้อร้อง เป็นต้น คุณสม บัติ เช่นนี้ ชาวบ้านไม่สามารถมีได้ทุกคนจึงทำ ให้เกิดการแบ่งแยก ระหว่างกลุ่มคนร้อง และคน ฟังขึ้น คนที่ร้้องเก่งในหมู่บ้านหนึ่งๆมัก จะเป็นที่ รู้จักของคนทั้งในหมู่บ้านเดียวกัน และ หมู่บ้าน ใกล้เคียงคนประเภทนี้ถ้าไม่มีพรสวรรค์ มาแต่กำ เนิดก็มักจะเป็นผู้ที่มีใจรัก และฝึกฝนมาอย่างดี ส่วนใหญ่จะเสาะแสวงหาครูเพลง และฝากตัวเป็นลูกศิษย์์   เมื่อมีงานบุญงานกุศลที่เจ้าภาพต้องการความบันเทิงก็จะมีการว่าจ้างไปเล่นโต้คารมประชันกัน ทำให้ ้เกิดมีการประสมวง คือนำพ่อเพลงแม่เพลงฝีปากดีมารวมกลุ่มกันเข้าเป็นกลุ่มรับจ้างแสดงในงานต่าง ๆ จากเพลงที่ร้องเล่นตามลานบ้าน ลานวัด ได้กลายมาเป็นเพลงที่ร้องเล่นในโรง หรือบนเวทีในระยะหลังมี ีการตกแต่งฉากเหมือนโรงลิเกและตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมาการแสดงเพลงพื้นบ้านภาคกลางได้รับ

อิทธิพลของละครนอก และละครร้องมากจึงได้ปรับการแสดงคล้ายละครนอกมากขึ้น เช่น มีการร้องประ สมวงพิณพาทย์ และแต่งกายแบบละครนอก กลายเป็นการแสดงที่ เรียกว่า เพลงส่งเครื่อง หรือเพลง ทรงเครื่อง ส่วนทางภาคอีสานในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ก็นิยมนำนิทานมาร้องเล่นเป็นเรื่อง เรียกว่า ลำ พื้น และกลายเป็น ลำหมู่และลำเพลินไปในที่สุดทางภาคเหนือเพลงพื้นบ้านที่เป็นการแสดง ได้แก่การขับ

ซอเมือง ซอเก็บนก จะเห็นได้ว่าเพลงพื้นบ้านได้พัฒนาจากเพลงของกลุ่มชนเป็นเพลงการแสดง และเพลง

อาชีพในที่สุด

  เพลงพื้นบ้านที่เป็นการแสดงของไทย เป็นมหรสพที่ได้รับความนิยม

อย่างมากในช่วง รัชกาลที่ ๕-๗ จนกระทั่งหลัง สมัยสงครามโลกครั้ง ที่ ๒ เป็นต้นมา ก็เริ่มซบเซาและถึงคราวเสื่อมและนับวันจะยิ่งหายไป จากสังคมไทย อย่างไรก็ตามการฟื้นฟู ด้วยการศึกษา และเผยแพร่ใน ช่วงปี ๒๕๑๕ เป็นต้นมาของนักวิชาการและผู้สนใจ ทำให้เพลงพื้น บ้านที่เป็นการแสดงกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งหนึ่ง เพลงพื้นบ้านบาง

พลงได้รับการปรับรูปแบบเป็นเพลงลูกทุ่ง เช่น เพลงแหล่ เพลงลิเก เพลงฉ่อย เพลงอีแซว หมอลำ เป็นต้น ซึ่งบันทึกลงแถบเสียงจำหน่าย ทั่วประเทศ เช่น เพลงแหล่บวชนาคของ ไวพจน์ เพชร สุพรรณ เพลง ฉ่อยกับข้าวเพชฌฆาต ของขวัญจิต ศรีประจันต์ เพลงอีแซวชุดหมากัด ของเอกชัย ศรีวิชัย เพลงอีแซว ๔๐ เพลงอีแซว ๔๑ ของเสรี รุ่งสว่าง เป็นต้น ทำให้เพลงพื้นบ้าน เหล่านี้ยังเป็นที่รู้จักของคนรุ่นปัจจุบันไม่ ถูกลืมเหมือนเพลงพื้นบ้าน อื่น ๆ อีกจำนวนมาก

ประเภทของเพลงพื้นบ้าน

  เพลงพื้นบ้านโดยทั่วไปนั้น มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด พอจะแยกประเภทได้ดังนี้ คือแบ่งตามผู้เล่นได้ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

  1.เพลงเด็ก การเล่น เป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งในกลุ่มชน จะแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม และเมื่อ มีการเล่นเกิดขึ้นก็มักมีบทเพลงประกอบการเล่นด้วย เพลงที่ร้องก็ง่าย ๆ สั้น ๆ สนุกสนาน เช่น รี รี ข้าว สาร, มอญซ่อนผ้า, จ้ำจี้มะเขือเปราะ , แมงมุมขยุ้มหลังคา เพลงเด็ก จำแนกย่อย ๆ ได้ 4 ประเภท ดังนี้

 1.เพลงร้องเล่น เช่น โยกเยกเอย, ฝนตกแดดออก นกกระจอกเข้ารัง

2.เพลงหยอกล้อ เช่น ผมจุก, ผมม้า, ผมเปีย, ผมแกละ

3.เพลงขู่ ปลอบ เช่น แม่ใครมา น้ำตาใครไหล, จันทร์เจ้าขา, แต่ช้าแต่ เขาแห่ยายมา

4.เพลงประกอบการเล่น เช่น จ้ำจี้มะเขือเปราะ, รี รี ข้าวสาร, มอญซ่อนผ้า

 2. เพลงผู้ใหญ่ เพลงผู้ใหญ่มีหลายประเภทดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น นอกจากจะให้ความสนุกสนาน บันเทิงใจแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคีร่วมใจกันทำสิ่งต่าง ๆ ของสังคมไทย สภาพวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณีต่าง ๆ ไว้อย่างน่าศึกษาอีกด้วย ด้านเพลงกล่อมเด็กจะเห็นความรักความผูกพันธ์ใน ครอบครัว ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ตำนาน นิทาน ประวัติศาสตร์ ตลอดจนจินตนาการความรู้สึกนึกคิดของ มนุษย์ เนื่องจากความหลากหลายในเพลงกล่อมเด็ก จึงเป็นเพลงที่มีคุณค่าแก่การรักษาไว้เป็นอย่างยิ่ง เพลงผู้ใหญ่ แบ่งเป็น 6 ประเภท คือ

 

1.เพลงกล่อมเด็ก เช่น กาเหว่าเอย, พ่อเนื้อเย็น

2.เพลงปฏิพากย์ เช่น เพลงฉ่อย, เพลงรำวงซึ่งเพลงปฏิพากย์นี้ต่อมาวิวัฒนาการมาเป็นเพลงลูกทุ่งนั่นเอง

3.เพลงประกอบการเล่น เช่น รำโทน (ต่อมาคือรำวง), ลูกช่วง, เข้าผี, มอญซ่อนผ้า

4..เพลงประกอบพิธี เช่น ทำขวัญนาค, แห่นาค, ทำขวัญจุก, แห่นางแมว

5.เพลงเกี่ยวกับอาชีพ เต้นกำรำเคียว

6.เพลงแข่งขัน ส่วนใหญ่คือปฏิพากย์

  เรามีหนทางที่จะแบ่งประเภทเพลงพื้นเมืองออกได้เป็นพวกๆ เพื่อความสะดวกในการพิจารณาได้หลาย วิธี เช่น

  การแบ่งตามความสั้นยาวของเพลง เช่น เพลงสั้นได้แก่ เพลงระบำ เพลงพิษฐาน เพลงสงฟาน เพลงสำหรับเด็ก เพลงชักกระดาน เพลงเข้าทรง เพลงแห่นางแมว เพลงฮินเลเล เป็นต้น  ส่วนอย่างเนื้อ ยาวได้แก่ เพลงฉ่อย เพลงเรือ เพลงอีแซว  เป็นต้น

  การแบ่งตามรูปแบบของกลอน คือจัดเพลงที่มีฉันทลักษณ์เหมือนกันอยู่ในพวกเดียวกัน  เราจะจัดให้ ้เป็นสามพวก  คือ พวกกลอนสัมผัสท้าย  คือ เพลงที่ลงสระข้างท้ายสัมผัสกันไปเรื่อยๆ ได้แก่ เพลงฉ่อย เพลงลำตัด เพลงระบำชาวไร่ เพลงระบำบ้านนา เพลงหน้าใย เพลงอีแซว เพลงสงคอลำพวน เพลงเทพ ทอง ลงกลอนสัมผัสท้ายเหมือนกัน  แต่เวลาลงเพลงเมื่อใด  ต้องมีการสัมผัสระหว่างสามวรรคท้ายเกี่ยว โยงกัน  เช่น  เพลงเรือ  เพลงเต้นกำ เพลงขอทาน เพลงแอ่วเคล้าซอ

  พวกที่ไม่ค่อยเหมือนใครแต่อาจคล้ายกันบ้าง เช่น  เพลงสำหรับเด็ก เพลงระบำ เพลงพิษฐาน เพลงสงฟาง  เพลงชักกระดาน เพลงเต้นกำรำเคียว เพลงพาดควาย เพลงปรบไก่ เพลงเหย่ย 

  การแบ่งเป็นเพลงโต้ตอบและเพลงธรรมดา เพลงร้องโต้ตอบ  ได้แก่  เพลงฉ่อย  เพลงอีแซวฯลฯ

ส่วนเพลงอีกพวก คือ เพลงที่เหลือ ซึ่งเป็นเพลงที่ร้องคนเดียว หรือร้องพร้อมกัน หรือไม่จำเป็นต้อง โต้ ตอบกันเช่น เพลงสำหรับเด็ก เพลงขอทาน เพลงชักกระดาน เพลงสงฟาง (มักจะเป็นเพลงสั้นๆ)เป็นต้น  การแบ่งโดยใช้เวลามาเดินความในการอธิบาย เราได้เลือกการแบ่งวิธีนี้  เพราะเห็นว่าสามารถสร้าง ความเข้าใจสอดคล้องกันได้ดี  เพลงแต่ละเพลงมีความเกี่ยวเนื่องกันตามลำดับ  เพลงที่เล่นตามเทศกาล และฤดูกาล  หน้าน้ำหรือหน้ากฐิน  ผ้าป่า เล่นเพลงเรือ เพลงหน้าใย ถัดจากหน้ากฐินเป็นหน้าเกี่ยว เล่น เพลงเกี่ยวข้าว เพลงสงคอลำพวน เพลงสงฟาง เพลงชักกระดาน เพลงเต้นกำรำเคียว ถัดจากหน้าเกี่ยว เป็นช่วงตรุษสงกรานต์ เล่นเพลงพิษฐาน เพลงระบำ เพลง ระบำบ้านไร่ เพลงพวงมาลัย  เพลงเหย่ย เพลง

ที่เล่นได้ทั่วไปโดยไม่จำกัดช่วงเวลา ได้แก่เพลงสำหรับเด็ก เพลงอีแซว เพลงระบำบ้านนา เพลงพาด ควาย เพลงปรบไก่ เพลงเทพทอง ลำตัด เพลงแอ่วเคล้าซอ เพลงขอทาน เพลงฉ่อ



สุภาลัย  จีรัมย์    11 มี.ค. 2556 เวลา 14:29:12  

ความคิดเห็นที่ 2

เพลงกล่อมเด็ก

ความหมาย เพลงกล่อมเด็ก คือเพลงที่ผู้ใหญ่ร้องขับกล่อมเด็กในเวลานอน เพื่อต้องการให้เด็กเบนความสนใจมาสู่สำเนียงกล่อมสนใจฟังเนื้อเพลงซึ่งมีต่าง ๆ กัน  จะรู้เรื่องบ้างหรือไม่รู้เรื่องบ้างก็ไม่เป็นไร  จะได้หยุดอ้อนร้องไห้โยเย เกิดความเพลิดเพลินกับกทำนองขับเอื้อน  ในที่สุดก็หลับไปโดยไม่รู้ตัว

 

เพลงกล่อมเด็กมีชื่อเรียกต่างกันไป  เช่น เรียกเพลงเห่กล่อมพระบรรทมใช้กับพระโอรส ธิดา พระมหากษัตริย์ ภาคกลางเรียกเพลงกล่อมเด็ก ภาคเหนือ ภาคอีสาย เรียกเพลงอื่อ เพลงอื่อลูก ภาคใต้เรียกเพลงร้องเรือ หรือเพลงชาน้อง เพลงกล่อมเด็กนี้ปรากฎในชนชาติอื่นด้วยเช่นเดียวกัน  ในภาษาอังกฤษ มีคำ Lallaby Nursury Rhym ซึ่งหมายถึงเพลงกล่อมเด็กทั้งสิ้น ชาติอื่น ๆ เช่น อินเดียนแดง จีน มอญ ลาว เขมร มลายู ก็มีเพลงกล่อมเด็กเช่นเดียวกัน

 

ที่มา  เพลงกล่อมเด็กจะมีต้นกำเนิดขึ้นเมื่อใดไม่สามารถตอบได้  เพลงกล่อมเด็กจัดเป็นวรรณกรรมปากเปล่า Oral Poctry เช่นเดียวกับเพลงพื้นบ้านชนิดอื่น ๆ แต่ต่างกันที่วัตถุประสงค์ เพลงกล่อมเด็กมีวัตถุประสงค์การร้อง เพื่อกล่อมให้เด็กนอนหลับ ผู้ร้องผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานชั่วขณะเมื่อเด็กหลับจะได้เริ่มงานใหม่ต่อไป

 

เมื่อเริ่มต้นร้องเพลงกล่อมเด็กอาจจะเริ่มต้นสำเนียงกล่อมเป็นเสียงเอื้อนทำนองในคอ เช่น อื่อ อือ เอ่อ เอ่เอ (ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน) ฮาเออ เหอ (ภาคใต้) แล้วจึงใส่เนื้อร้องสั้น ๆ ที่แสดงถึงความน่ารัก  น่าเอ็นดูของเด็ก ต่อมาสอดแทรกสภาพความเป็นอยู่ ความเชื่อ ของสังคมท้องถิ่นลงไปจึงมีเพลงที่กล่าวถึงนกสัตว์เลี้ยงอื่นแทรกภาพชีวิต นิทาน ตำนาน นิยายประจำถิ่นลงไป ด้วยซึ่งผู้ฟังเพลงเหล่านี้(อาจจะมิใช่เด็ก) จะได้รับการปลูกฝังความรู้และค่านิยมเหล่านี้ลงไปโดยไม่รู้ตัว

 

เพลงกล่อมเด็กในประเทศไทยก็เช่นเดียวกับเพลงพื้นบ้านอื่นที่ขาดช่วงของการสืบทอดไประยะหนึ่ง ตั้งแต่มีความเจริญทางด้านการสื่อสารเข้ามา  ไม่มีการร้องเพลงกล่อมเด็กกันอีกเลยในช่วงระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา  จากการไปสำรวจเพลงกล่อมเด็กในช่วงหลังนี้ผู้ที่ร้องได้กันคนละเพลงสองเพลง  ประวัติการรวบรวมเพลงกล่อมเด็กดังที่กล่าวมาในตอนต้นแล้ว(ใน พ.ศ.2467-2471) ส่วนในปัจจุบัน (20 ปีที่ผ่านมา) ความสนใจที่จะรวบรวมข้อมูลเพลงกล่อมเด็กมีมากขึ้น  เราจึงเห็นผลงานการค้นคว้ารวบรวมวรรณกรรมชาวบ้าน  ซึ่งรวบรวมเพลงกล่อมเด็กไว้ด้วยส่วนหนึ่งเสมอ  บางท้องถิ่นได้มากมายเป็นจำนวนพัน(ภาคใต้) บางท้องถิ่นเป็นร้อย (ภาคกลาง) บางท้องถิ่นได้เป็นจำนวนสิบ (ภาคเหนือ ภาคอีสาน) แต่ก็ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าเพลงกล่อมเด็กมีจำนวนทั้งหมดเพียงเท่านี้  ยังตกสำรวจอยู่อีกเป็นจำนวนมาก  แต่การร้องกล่อมเด็กตามวัตถุประสงค์เดิมไม่มีอีกแล้ว  เพราะไม่มีผู้ร้องได้ การกล่อมเด็กในปัจจุบันใช้วิธีฟังนิทาน (จากเทป) ฟังเพลง (จากวิทยุ เทป) เป็นส่วนใหญ่ จึงน่าจะมีการฟื้นฟูการร้องเพลงกล่อมเด็กกันให้จริงจังเสียที เพราะเป็นเพลงพื้นบ้านที่มีคุณค่าต่อสังคมมาก

ตัวอย่าง เพลงกล่อมเด็ก(ยกตัวอย่างภาคละ 1 เพลง)

 

1.  อื่อ อื่อจา                             (ภาคเหนือ)

อื่อ อื่อ จา                                           นายหลับสองตาจะไปให้

แก้วแก่นไท้ลูกแม่จะใหญ่วัหนึ่ง นายไห้อย่ากิ๋นจิ้น

บ่อมิไผใดแล่นไปหา                           นายไห้อยากกินป๋า

บ่อมิไผคนใดแล่นไปส้อน                   มีเข้าเย็นอยู่สองสามก้อน

ป้อนแล้วค่อยหลับไป                         อดไจ๋หลับสองตา

เจ้านอนจาจะไปให้                             แก้วแก่นไท้ ลูกอี่แม่จะใหญ่วันหนึ่ง

2.  น้อนสาเด้อ                          (ภาคอีสาน)

นอนสาเด้อหล่า                                  น้อนสาแมสิกอม

แมสิไป๋เข็นฝ้าย                                  เดี๋ยนหงายเอ๋าพอ

เอ๋าพอม้าเกี่ยวหญ่า                           มุ้งหลังคาให้เจ้ายู

ฝนสิฮ้ำ อูแก้ว                                    สิไปซนยูไส

คันเพินได่กิ๋นซิ่น                                 เจ้ากะเหลียวเปิงต๋า

คันเพินได้ป๋า                                      เจ้ากะสิเหลียวเบิงหน้า

มูพี่น่องเฮื้อนใก้                                  เพิ่นกะซัง

3.  วัดโบสถ์                              (ภาคกลาง)

วัดเอยวัดโบสถ์                         มีต้นโตนดอยู่เจ็ดต้น

เจ้าขุนทองไปปล้น                    ปานฉะนี้ไม่เห็นมา

คดเข้าออกใส่ห่อ                      จะถ่อเรือออกไปหา

เขาก็เล่าภามา                         ว่าเจ้าขุนทองตายแล้ว

เหลือแต่กระดูกแก้ว                  เมียรักจะไปปลง

ขุนศรีจะถือฉัตร                        ยกกระบัดจะถือธง

ถือท้ายเรือหงส์                         ปลงศพเจ้าพ่อนา

4.  เดือนขึ้น                                        (ภาคใต้)

ฮาเอ้อเดือนขึ้นเหอ                          ขึ้นมาเทียมปลายไม้ไผ่

รักกันแต่ในใจ                                    ไม่เท่ใช้ใครไปขอให้

ตัวพี่นั้นเป็นไม้ฉวย                             ตัวสาวน้อยเป็นดอกไม้

ไม่เท้ใช้ใครไปขอให้                            รักกันแต่ในเห้อใจ

เพลงปฏิพากย์(ยาว)

 

เพลงปฏิพากย์  คือเพลงพื้นบ้านที่ร้องเล่นกันในโอกาสและเทศกาลต่าง ๆ ลักษณะเฉพาะของเพลงปฏิพากย์ คือ เป็นเพลงที่ร้องโต้ตอบกัน 2 ข้าง  ระหว่างฝ่ายชายและฝ่ายหญิงและต้องเป็นเพลงปฏิภาณ คือร้องแก้โต้ตอบกันอย่างฉับพลันด้วย  เพราะเป็นการร้องสดบนเวทีกลางลานบ้านต่อหน้าผู้คนเป็นจำนวนมาก  ร้องเล่นกันได้เป็นเวลานาน

 

เพลงปฏิพากย์มีในทุกภาคของประเทศไทย  มีทั้งการร้องโต้ตอบกันสั้น ๆ และร้องโต้ตอบกันยาว ๆ จนถึงเป็นเรื่องเป็นราวก็มีตัวอย่างเพลงปฏิพากย์ในภาคเหนือ เช่น การเล่นซอพื้นเมืองมีลักษณะเป็นเพลงโคราชหมอลำกลอน ซึ่งมีผู้ร้องชายหญิง 2 ข้าง ร้องโต้ตอบกัน  ภาคใต้มีเพลงนกที่เข้าลักษณะเพลงปฏิพากย์  ส่วนภาคกลางมีเพลงพื้นบ้านที่เข้าลักษณะเพลงปฏิพากย์มากที่สุด  แม้กระทั่งเพลงในลานนวดข้าวก็ยังเข้าลักษณะเพลงปฏิพากย์อย่างสั้น  ตัวอย่างเพลงปฏิพากย์ในภาคกลางที่ร้องเล่นอย่างยาว  เล่นกันเป็นวงและได้รับความนิยมมากในอดีต  เช่น เพลงเรือ เพลงหน้าใย เพลงเกี่ยวข้าว เพลงเต้นกำรำเคียว เพลงระบำบ้านนา เพลงพวงมาลัย เพลงเหย่ย เพลงอีแซว เพลงรำป่าบ้านไร่ เพลงปรบไก่ เพลงเทพทอง เพลงลำตัด เพลงแอ่วเคล้าซอ เพลงฉ่อย ฯลฯ

 

เหย่ย คำนี้ออกเสียงสระเออ เช่นเดียวกับคำอื่น ๆ ในภาษาไทย เช่น เออ เกย เลย เตย ไม่ต้องใส่ตัว อ เพราะเป็นสระลดรูป  ดังนั้นไม่ควรใส่ตัว อ เข้าไปเป็น เหย่อย ดังที่เขียนกันบางแห่งสันนิษฐานว่า เหย่ย มาจากคำเอยออกเสียงต่อเนื่องกันยาวออกไป  ถ้าเขียนไม่เหมือนกันจะทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นคนละเพลงกัน

 

ลำดับขั้นตอนในการเล่นเพลงปฏิพากย์อย่างยาวนี้  มีขั้นตอนเหมือนกันทุกเพลง คือเริ่มต้นจากร้องเกริ่นไหว้ครู แต่งตัว เกริ่นทักทาย ประ(เกี้ยว) ลักหาพาหนี ชิงชู ตีหมากผัว ร้องลา ให้พร ซึ่งจะอธิบายขั้นตอนเหล่านี้พอเข้าใจตามลำดับ

 

ร้องเกริ่น เป็นบทร้อง ก่อนจะเริ่มการเล่นเพลงเป็นทำนองชักชวนผู้เล่น

 

บทไหว้ครู ชายจะเป็นผู้เริ่มบทไหว้ครูก่อน  แล้วจึงตามด้วยบทไหว้ครูของหญิง  บทไหว้ครูจะกล่าวถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพบูชาตั้งแต่พระรัตนตรัย เทวดา เจ้าพ่อ เจ้าแม่ บางทีต่อจากบทไหว้ครูก็ร้องเกริ่นชักชวนอีกครั้ง  บิดามารดา ครูพักลักจำ แล้วขอให้การร้องเพลงเล่นเพลงในครั้งนี้ดำเนินไปอย่างดี  ถ้าเป็นการแข่งขันก็ให้ชนะคู่แข่งขัน

 

บทแต่งตัว เมื่อเริ่มจะเล่นเพลงจะสร้างบรรยากาศคล้ายกับการไปเที่ยวงานมหรสพ คือมีการแต่งตัวจะไปเกี้ยวสาว จะไปชวนสาวไปเล่นเพลงกัน  การแต่งตัวนี้จะสะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมการแต่งตัวในสมัยนั้น ๆ เป็นอย่างดี เช่น สมัยนุ่งโจงกระเบนเสื้อคอปิด สมัยกางเกงแพร เสื้อคอกลม สมัยกางเกงหรั่ง(สากล) เสื้อคอแบะ(เชิ้ต) หรือผู้หญิงนุ่งโจงกระเบน ห่มสไบ สมัยนุ่งผ้าถุง เสื้อแขนสามส่วนห่มสไบสีต่าง ๆ ตามวัน ฯลฯ

 

บทเกริ่น ทักทาย เป็นบทที่ชายจะร้องกล่าวทักทายหญิง ชักชวนให้มาร่วมเล่นเพลง  จะสร้างบรรยากาศเหมือนมายืนร้องเรียกอยู่ที่หน้าบ้านเป็นเวลานาน  เมื่อหญิงตกลงปลงใจก็จะกล่าวทักทายแล้วเริ่มต้นว่าประกันต่อไป

 

บทประเกี้ยวพาราสีผูกรัก ลักหมู่พาหนี-สู่ขอ เป็นบทที่ชายหญิงเกี้ยวกันเป็นขั้นตอนที่นานจะพูดเกี้ยวกันนานแค่ไหนก็แล้วแต่ความสามารถของผู้เล่นเพลง อาจจะ 2-3 ชั่วโมง หรือทั้งคืน หรือเล่นกัน 3 วัน 3 คืนก็ได้ การเล่นเพลงปฏิพากย์ธรรมดาจะสิ้นสุดเพียงแค่บทผูกรัก มาจบตอนที่รักหาพาหนี  บางทีถ้าไม่หนีตามกันก็ตกลงให้ผู้ใหญ่มาสู่ขอ  เมื่อใดที่ฝ่ายหญิงตกลงรับรักหนีตามกันไปหรือให้มาสู่ขอก็เป็นอันจบการเล่นเพลง  แต่ส่วนมากนิยมลักหาพาหนีมากกว่า

 

บทชิงชู้ คือบทร้องระหว่างชาย 2 หญิง 1 จะสร้างภาพว่าชายจากบ้านไปอาจจะไปทัพหรือไปธุระอื่นใด  พอกลับมาบ้านไม่พบเมีย พบแต่บ้านร้างทรุดโทรม ลูกเต้ามอมแมม ได้ข่าวว่าเมียตามชู้ไป ฝ่ายชายจะไปตามจนพบเมียกับชายชู้  ทะเลาะกันจนถึงขึ้นโรงขึ้นศาล

 

บทตีหมากผัว คือบทร้องระหว่างหญิง 2 ชาย 1 หญิง 2 คน แย่งผัวกัน ชาวบ้านชอบฟังกัน  เพราะมีบทด่าว่าดุเดือดระหว่างเมียหลวง เมียน้อย

 

บทร้องลาและให้พร เมื่อใกล้จะสิ้นสุดการเล่น  ทั้งสองฝ่ายจะร้องลาจาก มีการแสดงความอาลัยต่อผู้เล่น  ผู้ชม และให้พรให้ประสบแต่สิ่งที่ดีงาม ให้ยุ้งข้าวเหนียวแต่ยอดมะพร้าว ผุ้งข้าวเจ้าแต่ยอดไผ่ เป็นต้น

 

การเล่นเพลงปฏิพากย์ตามธรรมดาจะเล่นไปไม่ถึงบทชิงชู้และตีหมากผัว  เพราะเพียงแต่ประเกี้ยวพาราสีกันในบทผูกรัก ก็หมดเวลาเสียแล้ว จะเล่นบทชิงชู้และตีหมากผัว ผู้ฟัง ผู้ชมต้องขอร้องเป็นกรณีพิเศษ  หรือบางทีให้เล่นเพลงพิเศษเป็นเพลงเบ็ดเตล็ดก็ได้  ซึ่งก็แล้วแต่เจ้าภาพ เช่น เพลงตับต่าง ๆ ตับแมว ตับธง ตับภาษีฎีกา กลอนยักคิ้ว กลอนกะได กลอนแดง กลอนชมป่า ชุดเช่านา ชุดเช่าเรือ ชุดหาซื้อควาย เพลงชม ฯลฯ

 

ฉันทลักษณ์  โครงสร้างและการเล่น

 

เพลงปฏิพากย์ก็เช่นเดียวกับเพลงพื้นเมืองอื่นคือ  อาจจะเป็นวรรคละ 3-13-14 คำ  ส่วนมากจะเป็นกลอนหัวเดียว  เป็นกลอนลา กลอนสี กลอนลัว กลอนไล เวลาร้องจบตอนจะมีลูกคู่คอยเสริมหรือรับ  และคอยตบมือเข้าจังหวะ  เครื่องดนตรีที่ใช้ก็ใช้แต่ ฉับ กรับ รำมะนา บางทีอาจจะมีวงกลองยาวผสมด้วย  ก็แล้วแต่ท้องถิ่นจะจัดหาเพิ่มความสนุกสนานกันไปตัวอย่างเพลงปฏิพากย์ตามลำดับขั้นตอนการเล่น นำตัวอย่างมาจากหลายเพลง

เพลงประกอบการเล่นพื้นบ้าน

เพลงประกอบการเล่นพื้นบ้าน หมายถึง เพลงที่ใช้ร้องประกอบการเล่นพื้นบ้านของชาวบ้านทั้งชายและหญิง  การเล่นพื้นบ้านนี้มีทั้งการเล่นเพื่อความสนุกสนาน  และการเล่นในเทศกาล การเล่นเป็นพิธีการในโอกาสพิเศษ เช่น ในเทศกาลตรุษสงกรานต์

การเล่นพื้นบ้านนี้ มีเพลงประกอบ เช่น การเล่นรำโทน(ซึ่งต่อมากลายเป็นรำวง) การเล่นในเทศกาล เช่น เล่นลูกช่วง(ช่วงรำ) เล่นเข้าผี เล่นโม่งเจ้ากรรม บางครั้งนำการเล่นของเด็กมาเล่นด้วย เช่น เล่นมอญซ่อนผ้า เล่นรีรีข้าวสาร

จะได้กล่าวถึงเพลงประกอบการเล่นเหล่านี้พอเป็นตัวอย่าง

 

 

  เพลงประกอบการเล่นรำโทน

การเล่นพื้นบ้านที่สนุกสนาน  เป็นที่นิยมเล่นกันในหมู่ชาวบ้านมาก  ก็คือการเล่นรำโทน  การเล่นรำโทนนิยมเล่นในภาคกลาง การเล่นผู้เล่นจะแบ่งเป็น 2 ข้าง คือ ชาย-หญิง เมื่อจังหวะดนตรีเริ่ม  และเพลงขึ้นชายจะออกมาโค้งหญิงออกไปรำเป็นคู่  จะมีผู้เล่นดนตรีพื้นบ้านง่าย ๆ คือ กลองโทนหรือใช้วงกลองยาว มีผู้ร้อง ต้นเสียงและลูกคู่ บางทีทุกคนก็พร้อมใจกันร้องเพลงร่วมกัน  มีเสียงปรบมือให้จังหวะ

การเล่นรำโทนเสื่อมความนิยมไปช่วงหนึ่ง  ในสมัยที่มีวิทยุกระจายเสียงและมีการบันทึกเสียงเกิดขึ้น  มาเริ่มฟื้นฟูกันอีกครั้งในหลายท้องถิ่น  มีผู้แต่งเพลงนิรนามเกิดขึ้นสร้างเพลงรำวงขึ้นมากมาย

เพลงรำวงจะเป็นเพลงสั้น ๆ เนื้อร้องง่ายใช้คำคล้องจองกันจังหวะสมัยใหม่  อาจจะมีจังหวะของเพลงสากลเข้าไปปะปนบ้าง เนื้อร้องอาจจะเปลี่ยนคำหรือเปลี่ยนความไปตามท้องถิ่นได้  การเล่นรำโทนนี้ผู้รำจะร้องเพลงคลอตามและทำท่าประกอบเพลงไปด้วย  การค้นคว้าเพลงรำวงในยุคนี้ พบว่ามีมากในหลายท้องถิ่น และเป็นเพลงที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

ตัวอย่างเพลงรำโทน

ใกล้เข้าไปอีกนิด

ใกล้เข้าไปอีกนิด             ชิดชิดเข้าไปอีกหน่อย

สวรรค์น้อยน้อย              อยู่ในวงฟ้อนรำ

รูปหล่อเขาเชิญมาเล่น    เนื้อเย็นเขาเชิญมารำ

มองมานัยน์ตาหวานฉ่ำ  มา มารำกับพี่นี่เอย

 

 

 เพลงประกอบการเล่นเข้าผี

การเล่นเข้าผี เป็นการเล่นในเทศกาลตรุษสงกรานต์ที่นิยมให้มีผู้เล่นเป็นผู้เข้าทรง เป็นผีชนิดต่าง ๆ เช่น ผีลิง ผีสุ่ม ผีกระด้ง ผีแม่ศรี ผีกะลา เมื่อผีเข้าจะทำท่าทางต่าง ๆ เช่น วิ่งไล่ตบ(ผีลิง) รำทำท่าทางอ่อนช้อย(ผีแม่ศรี)

ตัวอย่าง    เพลงเข้าผีแม่ศรี

แม่ศรีเอยแม่ศรีสวยสะ   ยกมือไหว้พระก็จะมีคนชม

ขนคิ้วเจ้าก็ต่อขนคอเจ้าก็กลม  ชักผ้าปิดนมชมแม่ศรีเอย

แม่ศรีเอยแม่ศรีสาคร     

สุภาลัย  จีรัมย์    11 มี.ค. 2556 เวลา 14:29:52  

ความคิดเห็นที่ 3

นมยานหน้าอ่อนเขาเลี้ยงเจ้าไว้

นิดหน่อยหนึงนา             เอาผ้าห้อยบ่า เอาไว้หัวห้อง

กระดิกท้องร่องทองคำจำเปลว           ลงมาเร็วเร็วแม่เอวอ่อนเอ้ย

 

 เพลงประกอบพิธี

พิธีกรรมของชาวบ้านในท้องถิ่นต่าง ๆ มีทั้งพิธีกรรมที่มาจากความเชื่อ เช่น พิธีขอฝน พิธีกรรมที่ทำขึ้นเพื่อเป็นมงคลในการเปลี่ยนวัน เปลี่ยนภาวะ เช่น พิธีทำขวัญเด็ก ทำขวัญเดือน พิธีโกนจุก พิธีบวชนาค พิธีกรรมเหล่านี้มีทุกท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน หรือภาคใต้ และจะมีคำกล่าวที่ใช้ในพิธีเหล่านี้ เช่น มีเพลงแห่นางแมว ใช้ร้องในพิธีขอฝน บทแหล่ บทสวดทำขวัญ ในพิธีโกนจุก  บวชนาค แต่งงาน บทสวดคฤหัสถ์ในพิธีศพ ดังจะยกตัวอย่าง

  เพลงแห่นางแมว

พิธีแห่นางแมวทำขึ้นเพื่อเป็นการขอฝนในภาคกลาง(ในภาคอีสานมีพิธีแห่บั้งไฟ พิธีเซิ้ง แม่นางด้ง เซิ้งนางแมว) จะทำพิธีนี้ในวันที่ร้อนจัดในปีที่ฝนล่า  ชาวบ้านจะออกมาเอาน้ำสาดแมวและขบวนแห่นางแมวพร้อมกับนำเงิน ขนมหรือเหล้ามาให้คนในขบวนแห่  เมื่อแห่นางแมวเสร็จ บางครั้งฝนตกทำให้ความเชื่อในเรื่องนี้มีมากขึ้น

ตัวอย่าง

เพลงแห่นางแมว

นางแมวเอย          มาร้องแป้วแป้ว              ที่ฟากข้างโน้น

ขอฟ้าขอฝน                    รอแมวข้ามั่ง                   ข้าจ้างแมวมา

ได้เบี้ยยี่สิบ                     มาซื้อหมากดิบ               มาล่อนางไม้

นางไม้ภูมิใจ                   นุ่งผ้าตะเข็บทอง             ไอ้หุนตีกลอง

ไอ้หักบ้ากะตู                  ไอ้งูพันกัน                       หัวล้านชนกัน

ฝนก็เทลงมา                   ฝนก็เทลงมา                   เต็มทุ่งเต็มท่า

เต็มนาสองห้อง               นิมนต์พระมา                  สวดคาถาปลาช่อน

ปั้นเมฆเสียก่อน              มีละครสามวัน                หัวล้านชนกัน

ฝนก็เทลงมา                   ฝนก็เทลงมา

ฯลฯ

 

สุภาลัย  จีรัมย์    11 มี.ค. 2556 เวลา 14:30:49  

ความคิดเห็นที่ 4

อ้างอิง

http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/thai03/10/contents/folkmusic4.html

 

 

 

 

 

 

 

จัดทำโดย

                                                  1.  น.ส. สุภาลัย จีรัมย์

                                                  2. น.ส. เพ็ญศิริ ธรรมปัญญาสาน

                                                  3. น.ส. ศรัณยา สอนรัมย์ 

                                            4.น.ส. ธันยพร เพ็ชรเลิศ

                                             5. น.ส. สันทราย เรืองรัมย์

                                                   6. น.ส. อาริสา เมยประโคน

                                             7.น.ส. กรรณิการ์ กัณหา

 

 

 

 

สุภาลัย  จีรัมย์    11 มี.ค. 2556 เวลา 14:31:59  


แสดงความคิดเห็น
ข้อความ
รูปภาพ เฉพาะไฟล์ .jpg หรือ .gif เท่านั้น ขนาดไฟล์ควรไม่เกิน 200 kb.
Emotion ใช้เมาส์ลากที่รูป Emotion ใส่ในช่องข้อความ


เฉพาะสมาชิกเท่านั้น !